| Reiko's profileReiko-Okier-Daiya's plac...PhotosBlogLists | Help |
|
April 11 แจกเพลง"24" ประกอบหนังเรื่องUltraviolet+(วิเคราะห์?)เนื้อรีบมาอัพด่วนเฉพาะกิจ! แจกOst.ของหนังเรื่องUltraviolet "24"โดยJemจ้า~~~ ที่นี่โลด http://www.filelodge.com/files/room13/312269/songs/Jem-%2024.mp3
อยากดูเรื่องนี้มากมายยยยย Mila Jovovichเล่นเป็นเจ๊Violetอย่างเท่!!!กรี๊ดๆๆๆ ไว้ไปดูกันเกอะน๊าปลาทองจ๋า~ ตอนฟังเพลงนี้ประกอบกับตัวอย่างหนังที่เป็นฉากบู๊ของนางเอกอ่ะ อ๊ายยยย สุดยอด! เพลงมันช่วยเสริมได้เยี่ยมจริงๆเรยค่ะคุณผู้ชม>w<b เพิ่งหาโหลดมาได้สดๆวันนี้ เลยจับยัด เอ้ย! อัพใส่Filelodgeซะ เพื่อแจกจ่ายให้ชาวบ้านเค้าด้วย เพราะเห็นมีคนชอบเหมือนกันหลายคน^^ โฮสนี้ก็เป็นแอคเคาท์ของเราเอง เค้าว่าไม่จำกัดbandwidth คือคงโหลดได้เรื่อยๆล่ะนะ หึๆๆ แต่ถ้าเกิดไรขึ้นภายหลังค่อยมาว่ากันอีกทีละกัน:P เท่านั้นยังไม่พอ! มีเนื้อมาให้ด้วยแหละตัวเอง~
24 Album: Finally Woken Been given 24 hours
ตอนนี้กำลังพยายามทำความเข้าใจเนื้อหาเพลงอยู่ ยากในระดับปานกลางเรย^^" ลองใช้ความรู้ที่เรียนวิชาFictionกะPoetryวิเคราะห์ดู และจะแยกส่วนที่แปลตรงๆไว้อีกที ไม่แน่ใจนะว่าจะถูกต้องเด๊ะป่าว แหะๆ คร่าวๆก่อน คิดว่าน่าจะประมาณว่า.... persona(บุคคลที่1ที่ร้อง)เนี่ยคงจะใกล้ถึงเวลาตายแล้ว เหลือเวลาอีกแค่24ชม. หรือก็คือ1วัน เพื่อจะจัดการกับสิ่งต่างๆให้เรียบร้อย เค้าก็นึกเสียดายเวลาที่ผ่านมาทั้งชีวิต และมีการนับเวลาถอยหลังไปเรื่อยๆ อีก24(นี่คือความหมายของชื่อเพลง),18,13,8 และ1ชม.ที่คนอื่นๆจะวางดอกไม้บนศพของเค้า(my lifeตรงนี้เป็นสัญลักษณ์ถึงร่างที่ตายแล้ว "ชีวิต"ที่จบไปแล้วนั่นเอง) และก็เป็นการบรรยายความรู้สึกในช่วงที่รู้ตัวว่ากำลังจะตายไปเรื่อยๆ
ทีนี้แปลตรงๆตั้งแต่ต้นล่ะ ที่ซ้ำก็ข้ามๆไปบ้างอะนะ
"ได้รับเวลามา24ชั่วโมง เพื่อที่จะผูกเหล่าปมที่หลวม(end=ปม หรือโดยนัยก็หมายถึงจุดจบของเรื่องต่างๆในชีวิตเขา คือการทำให้เรื่องเหล่านั้นจบลง) เพื่อที่จะแก้ไขให้ถูกต้อง ดวงตาของเขาได้บอกไว้หมดแล้ว("เขา"นี่ไม่แน่ใจว่าใครกันแน่ อาจจะเป็นยมทูตที่มารอรับเค้า หรือแฟนของเค้าเองอะมั้ง แบบ มองตาเธอก็ยิ่งรู้สึกถึงเรื่องที่ตนจะต้องจากไปแล้ว) ชั้นเริ่มที่จะหล่นลงไป(ดิ่งลงสู่ความตาย)และความเงียบงันก็เป็นใบ้ไป(ยิ่งรู้สึกเงียบสงัดมากขึ้น คืออาการก่อนตาย จะไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว) ในหัวมันหมุนไปหมด ไม่มีเวลามานั่งพักแล้ว ชั้นแค่อยากจะวิ่งหนีไป วิ่ง วิ่ง วิ่ง ระวังสิ่งที่พวกเขาพูดไว้ให้ดี ที่ว่าจงอย่าปรารถนาให้ชีวิตหมดไป จนตอนนี้ชั้นก็เหลือแค่วันเดียวแล้ว
และชั้นก็ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า มัวเสียเวลาของตัวเองไปได้อย่างไร
ในอีก24ชม.พวกเขาจะวางดอกไม้บนศพชั้นแล้ว มันจะจบลงคืนนี้แหละ ชั้นจะไม่จุ้นจ้านเรื่องมาก ไม่หรอก ชั้น(แค่)ต้องการคำอวยพรจากเธอ และคำสัญญาจากเธอว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างอิสระ โปรดทำมันเพื่อชั้นด้วยนะ
จะมีนรกหรือสรรค์รึไม่ ชั้นจะกลับมาอีกหรือเปล่า ใครเล่าจะบอกได้ ตอนนี้ชั้นเห็นแล้วว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับตัวเอง มันชัดเจนราวกับแก้วคริสตัลใส(อาการก่อนตาย ที่ความหลังทั้งหมดในชีวิตจะย้อยกลับมาให้เห็นอย่างชัดแจ้ง) สถานที่ที่ชั้นเคยไป ผู้คนที่ชั้นเคยพบ แผนต่างๆที่ชั้นเคยวางไว้ มันเริ่มจะจางลงไป พระอาทิตย์ก็กำลังตกดินเป็นสีทอง(เป็นสัญลักษณ์ถึงตอนใกล้ถึงจุดจบของชีวิต) เคยคิดไว้ว่าชั้นจะแก่ตัวลง(ได้อยู่ต่อไปจนแก่เฒ่า) แต่มันไม่เป็นอย่างนั้น
[ต่อไปเหมือนกัน แต่นับถอยหลังไปอีกเป็น18 กับ13ชม.]
ชั้นไม่ได้โดดเดี่ยว(มีอีกหลายคนที่ต้องตายเช่นกัน ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์) ชั้นรู้สึกได้ รู้สึกได้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ชั้นหมายความเช่นนั้นจริงๆ หมายความเช่นนั้นจริงๆ
[ต่อไปก็เหมือนกัน นับถอยหลังไปอีก เหลือเพียงแค่8ชม. และ1ชม.ในที่สุด] "
ฮ่า จบแล้ว~ ยิ่งแปลไปก็ยิ่งชอบเพลงนี้จริงๆเลยTTwTT มันตรงกับความรู้สึกช่วงนี้ ที่ได้เจอกับความตายมาจะๆต่อหน้า เข้าใจความรู้สึกของคนใกล้ตายเลย
และเพลงนี้ก็ยังให้ข้อคิดที่ดีด้วยว่า จงอย่าปรารถนาให้ชีวิตสูญไป และอย่าปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เพราะยังไงคนเราก็ต้องตายอยู่วันยังค่ำ ไม่ช้าก็เร็ว ให้ยินดีกับชีวิตที่ยังมีอยู่นี้ และรีบทำสิ่งต่างๆซะก่อนที่จะไม่สามารถทำมันได้อีกต่อไป ไม่งั้นเมื่อเหลือเวลาอีกเพียงน้อยนิดแล้วจะมานั่งเสียดายอาวรมันก็สายไปเสียแล้ว เหมือนกับตัวpersonaในเพลงนี้
แล้วมันเกี่ยวกับหนังยังไง? เหอๆ ยังไม่ได้ดูก็ตอบแบบฟันธงไม่ได้อะนะ หมายถึงชีวิตนางเอกที่ต้องต่อสู้ และผจญกับความตายอยู่เรื่อยๆรึเปล่า ไว้ดูแล้วจะมาวิเคราะห์อีกทีละกาน
ปล. ทำไมทำลิงค์เป็นชื่อหรือคำธรรมดาอื่นๆไม่ได้อะ พอๆกะที่exteenเลย กดInsert linkแล้วมันก็ไม่เห็นขึ้น เลยต้องแปะไปตรงๆ= =" ปล.2 ที่ทำเป็นสีม่วงไว้เพราะชื่อนางเอกและความชอบส่วนตัวน่ะ 555555 ที่จริงธีมของตัวเค้าน่าจะเป็นสีขาวอย่างเท่ๆมากกว่าเนอะ อย่างที่ชุดไง March 13 Epitaph for mum - แด่แม่ผู้ไปดีจาก52ปีทั้งหมดของชีวิตแม่
3ปีหลังที่แม่ได้ต่อสู้อย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด
ตอนนี้ก็พักผ่อนได้อย่างสงบแล้วนะครับ...
..............
ความเป็นมาทั้งหมดมันยาว ยาวนักที่จะเล่า
รายละเอียดทุกอย่างก็คงไม่สามารถพิมพ์ลงไปได้หมดในคราวเดียว
หากได้อ่านไปตลอดทั้งหมดจนจบก็ขอขอบคุณมาก
แต่ถ้ายังไม่อยากอ่าน ไม่เป็นไร ข้ามไปที่ย่อหน้ารองสุดท้ายกับสุดท้ายเลยก็ได้ครับ
..............
เมื่อเกือบ3ปีที่แล้ว
แม่ได้รู้ตัวว่ามีก้อนเนื้อในเต้านมข้างขวา
เมื่อไปตรวจสักระยะหนึ่ง ก็พบว่า...
แม่เป็นมะเร็ง
ช่วงตอนนั้นผมกำลังสอบปลายภาคต้นม.6อยู่
เราจึงรอจนถึงปิดเทอม แล้วจึงเริ่มต้นไปรักษาที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
เราไม่เครียดอะไรกันมาก เพราะที่เป็นนั้นยังเป็นแค่ขั้นเริ่มต้น ต้องรักษาได้แน่ๆ
และแม่เองก็เป็นพยาบาล ย่อมรู้ดีแล้วว่าขั้นตอนต่างๆจะเป็นอย่างไร
...ผมยังจำภาพนั้นได้ดี
ภาพที่แม่นอนอยู่บนเปลหาม กลับมาจากห้องผ่าตัด
สิ่งที่โผล่พ้นออกมาจากผ้าคลุมสีเขียว...
มันคือรอยเบทาดีนมากมายที่ไหลลงมาจากแผลที่อกข้างขวาของแม่
อกข้างที่แบนราบไปแล้วเพียงข้างเดียว
และใบหน้าของแม่ที่สลบอยู่เพราะฤทธิ์ยา
เมื่อเห็นภาพนั้นแว่บแรก ผมแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
เพิ่งเคยเห็นสภาพแม่ผู้เข้มแข็งต้องกลายมาเป็นอย่างนี้...
หลังผ่าตัด ส่วนใหญ่ผมก็คอยเฝ้าแม่คนเดียวในช่วงกลางวัน
เพราะป๊ะต้องไปทำงาน
ตอนกลางคืนจึงกลับมานอนที่ห้องกัน3คน พร้อมหน้า
ผมทำหน้าที่เฝ้าแม่อย่างเต็มที่
คอยประคองตัว ไขเตียงขึ้นลง เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า ป้อนข้าวน้ำ
และที่ติดใจมากคือ เรา2แม่ลูกจะช่วยกันบีบสายเดรนน้ำในแผลออกกันอย่างสนุกสนาน
ผมก็ยังจำภาพที่เลือดรึเนื้อเยื่อสักอย่างจากแผล ที่ขดเป็นเกลียวยาวสวยงาม แล้วถูกผมบีบลงมาในขวดได้อย่างสำเร็จ
ช่วงที่เราอยู่กัน ณ ชั้น7แห่งนั้นสบายมาก สถานที่ก็ดี และเราไม่มีความกลัวต่อโรค เหล่าญาติมิตรก็มาเยี่ยมกันอย่างแทบไม่ขาดสาย
จนแม่เองก็พูดว่า"ที่นี่เป็นสวรรค์ชั้น7ของแม่เลยนะ"
เมื่อหลังจากที่กลับบ้านได้
แม่ก็เริ่มรักษาด้วยยาคีโม(Cheomotherapy)และการฉายแสง เพื่อกำจัดเซลล์ร้ายให้หมดสิ้นไป
ถึงแม้ผมจะไม่ได้เป็นคนที่โดนฉีดเอง ก็ยังรับรู้ได้ถึงความทรมาน
บางครั้ง มันจะเริ่มเจ็บปวดตั้งแต่วินาทีที่น้ำยาแล่นเข้าเส้นเลือด
ความปวดความแสบ มันจะแล่นขึ้นมาเรื่อยๆตามน้ำยา จนแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
แถมฤทธิ์ของยาแก้คลื่นไส้ที่กินเพื่อป้องกันอาการข้างเคียง มันจะหยุดการทำงานของลำไส้
ทำให้แม่ท้องผูกอยู่นานมาก
หลายครั้งที่แม่นั่งเบ่งเสียจนแทบขาดใจหรือเป็นลม แต่ก็ไม่ยอมออกเลย
ช่วงนั้นแม่จะเริ่มอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย
เพราะฤทธิ์ยาและความเจ็บปวด เราเข้าใจ
ก็ต้องอดทนกันไป ทั้งคนป่วย และคนรอบข้าง
ต่อมาอีกสักพัก จนเมื่อใกล้จะหมดกำหนดการคีโมงวดแรก
กลับปรากฏว่า มันลามไปที่กระดูกสันหลัง
ความจริง แม่เริ่มรู้สึกสงสัยอาการปวดหลังแถวบั้นเอว ที่เริ่มจะเรื้อรังมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่เมื่อบอกกับหมอก็ได้แต่คำว่าตอบว่า"คิดมากไปเอง"
พอไปตรวจด้วยMRI(ถ้าจำไม่ผิด)ก็ได้พบว่า มันใช่
ทีนี้หมอคนนั้นเถียงไม่ออก
ก็เริ่มรักษาต่อด้วยวิธีเดิม คีโมกับฉายแสง
ระหว่างนี้ก็ได้ลองกินยาสมุนไพรต่างๆไปด้วย อย่างที่เรียกกันว่าการแพทย์ทางเลือก
ยาที่แนะนำกันว่าดีๆ ก็ลองมากันเยอะ
หลายวิธีทาง ส่วนมากก็ให้ผลดี
รวมทั้งทางธรรมะ ซึ่งแม่ชอบทางนี้อยู่แล้ว และทำได้เก่งมากด้วย
ระหว่างว่างก็อ่านหนังสือธรรมะ และฝึกจิต นั่งสมาธิไป
เมื่อความเจ็บปวดกำเริบขึ้น แม่ก็จะเผ่งจิตภาวนา และมันก็จะหายไปได้บ้าง
ช่วงไหนที่อาการแม่สบายดี เราก็จะไปทำบุญกันบ่อยๆ
ทั้งที่ใกล้ๆบ้าง และที่ต่างจังหวัด
ธรรมะทำให้แม่มีความสุขได้มากจริงๆ รวมถึงเราทั้งครอบครัวด้วย
และก็ทำให้เราได้รู้ว่า ที่แม่ต้องมาเป็นอย่างนี้ เพราะทำกรรมไว้มากในอดีตชาติ
เจ้ากรรมนายเวรมาตามทวงหลายคน
ก็ต้องชดใช้กรรมกันไป
แม่รับรู้และอดทนได้เก่งมากมาตลอด
ต่อมาอีก มันลามไปที่ปอดแล้ว
ข้างเดียวกับที่เป็นในตอนแรก
เริ่มจากอาการน้ำคั่งในปอดหลายๆครั้ง
เมื่อเป็นขึ้นมาทีก็จะหอบ หายใจไม่สะดวก
ก็ต้องไปเจาะออก แต่ดีว่าได้ทำใกล้ๆที่รพ.โรคทรวงอก ที่ทำงานของแม่อันแสนคุ้นเคย
เจาะครั้งแรกๆตอนที่น้ำยังน้อยอยู่นั้นแม่ก็ยังทนได้
จนครั้งที่หนักที่สุด หมอให้รอจนน้ำเต็ม แล้วค่อยเจาะออกทีเดียว
ครั้งนั้น แม่ทรมานอย่างสุดๆ
ต้องเจาะแล้วใส่ท่อเดรนค้างไว้อย่างนั้น ให้น้ำมันไหลลงมาในขวดเรื่อยๆ
ปลายท่อเจาะที่นี้เป็นแบบแข็ง เพราะใช้แบบอ่อนเอาไม่อยู่
ลองนึกภาพดูสิว่า ถ้ามีใครเอามีดที่มีความคมทุกด้าน มาเสียบค้างไว้ในปอดคุณ
พอจะขยับไปไหนเพียงนิดเดียวมันก็จะทิ่มอยู่ตลอดน่ะ มันจะทรมานแค่ไหน
ผมก็ยังจำภาพวันแรกที่เจาะครั้งนี้ได้
วันนั้นผมกลับมาจากมหาลัย รีบนั่งรถเมล์ต่อมาหาแม่ทันที
เมื่อเข้าไปในห้อง
ผมเห็นแม่นั่งเอนหลังอย่างเหนื่อยอ่อน บนเตียงคนไข้ที่ไขด้านหัวขึ้นมามากๆจนเหมือนกับเก้าอี้มีพนัก
ทางด้านขวา ทั้งที่นอนและเสื้อผ้าแม่เปรอะเต็มไปด้วยน้ำจากปอดที่ปนกับเลือด
และขวดเดรนแก้วใสขนาดใหญ่ห้อยอยู่ข้างๆเตียง
ผมพูดอะไรไม่ออก ต้องออกมากินข้าวอย่างฝืนๆข้างนอกห้อง
คราวนี้ช่วยบีบน้ำออกไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ต่อมาอีก2-3วันที่มาเฝ้า ผมจึงได้แต่นั่งๆนอนๆจ้องมองสีของน้ำในขวดเดรน
เฝ้ารอให้น้ำมันลดน้อยลงจนแห้งเกือบหมดไป
ผมเห็นมาหมดแล้วทั้งเลือด น้ำเหลือง และบาดแผลของแม่จนชิน ไม่กลัวหรอก
หมอบอกไว้ว่าถ้าน้ำที่ออกมาเป็นสีเหลืองใสๆแสดงว่าไม่เป็นมะเร็ง
แต่แล้ว มันก็เป็นจนได้
ต่อมา สรุปว่าปอดข้างนั้นก็ได้เสียไป ทำหน้าที่ของมันไม่ไหวแล้ว
แม่เหลือปอดไว้หายใจเพียงข้างเดียว จึงเกิดอาการหอบอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อกำเริบขึ้น เราก็ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลกัน
ยาที่ระงับอาการปวดได้ ก็มีแต่มอร์ฟีนเท่านั้น
และเมื่อกินบ่อยๆเข้า แม่ก็มีอาการประสาทหลอน
บวกกับช่วงนั้นที่เกิดมีถุงน้ำในสมองในสมองด้านหน้าด้วย
มีอยู่วันหนึ่งที่เราช็อกมาก
แม่อยู่บ้านคนเดียว ยังหาคนเฝ้าแทนไม่ได้
จู่ๆแม่เกิดอาการชัก กัดลิ้นเลือดกลบปาก แล้วสลบไป
เดชะบุญที่ยายผมมาเยี่ยมที่บ้าน จึงเจอเข้า โทรเรียกป๊ะ และผมก็มาถึงบ้าน แล้วรีบเอาส่งรพ.
ต่อมาถุงน้ำก็ได้ยุบไป
แต่ช่วงที่แม่มีอาการเพ้อและประสาทหลอนนั้น ผมกลัวมากๆ
มีบางช่วงถึงกับจะกระโดดตึก
เราเลยต้องคอยเฝ้าระวังกันไว้ดีๆ
อาการของแม่จากนั้นก็มีทรงๆทรุดๆ
จนเมื่อล่าสุดนี้ แม่ได้นอนอยู่ที่รพ.เป็นเวลาเกือบ3เดือน
ตั้งแต่ช่วงผมสอบมดเทอมภาคปลาย จนมาถึงสอบไฟนอลเสร็จ
แรกๆผมก็ได้ไปเยี่ยมบ่อยๆ แต่ด้วยภาระหน้าที่การเรียน จึงต้องกลับมานอนบ้าน
ดีว่าหาจ้างคนมาเฝ้าได้ เราจึงพออุ่นใจกันบ้าง
จนมาถึงล่าสุดนี้
แม่อาการหนักขึ้นเรื่อยๆ
หอบบ่อยขึ้น หายใจไม่ออก
จนถึงกับดิ้นทุรนทุราย หรือเรียกได้ว่าอาละวาด
ผมคิดว่าดีแล้วที่ไม่ได้ไปเห็นเอง ไม่งั้นคงอาจกลัวจนทนดูไม่ได้
และผมคอยอยู่กับ(ลูกพี่ลูก)น้องที่มาอยู่ด้วย จึงไปเยี่ยมแม่กันแต่ช่วงกลางวัน-เย็นๆ
ในวันสุดท้าย...
คืนวันเสาร์ น้องกลับไปแล้ว(ความจริงคือไปเยี่ยมย่ากันต่อที่เชียงแสน)
ผมจึงได้ไปนอนเฝ้าแม่อย่างจริงจัง เป็นครั้งสุดท้าย
ตอนผมไปถึง แม่"สลบไปแล้ว ด้วยฤทธิ์ยานอนหลับที่สะสมมาหลายคืน
มีน้าพยาบาลมาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ จับผลกไปมา แม่ก็ยังไม่รู้สึกตัว
แต่ก็ดีแล้วที่สงบลงไปได้ จะได้พักผ่อนบ้าง
ระหว่างนั้นป๊ะบอกให้ผมตั้งจิตอโหสิกรรมต่อแม่ เตรียมไว้ เพราะไม่รู้แล้วว่าเค้าจะไปตอนไหน
ผมฟังที่ป๊ะพูดได้ไม่กี่วินาทีก็ร้องไห้อย่างหนัก
ถึงแม้จะเตรียมใจไว้แล้วก็ตาม น้ำตาที่อดกลั้นไว้ด้วยความกังวลหลายวันได้พรั่งพรูออกมายาวนาน โดยที่ไม่รู้เลยว่าจะหมดลงได้เมื่อไหร่
พอป้าแหววกับลุงโรจน์มาเยี่ยม ผมจึงหยุดร้องไห้ได้
เราคุยกันเรื่องต่างๆมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมจัดงานศพให้แม่
จากนั้น ผมหลับไปตอนประมาณ3ทุ่ม
จนป๊ะปลุกขึ้นมาตอนเที่ยงคืนกว่าๆ
ผมรีบลุกพรวดขึ้นทันที ไม่มีการงัวเงีย
ผมเห็นแม่หายใจแผ่วลงมาก น้าพยาบาลคนหนึ่งมาวัดความดันคอยช่วยอยู่
ตอนนั้นผมไม่มีเวลามาคิดเศร้าเสียใจ รีบช่วยกันเรียกชื่อแม่ ให้จิตเค้านึกถึงแต่บุญกุศล คุณความดีทั้งหมดที่เคยได้ทำไว้ เมื่อไปแล้วจะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี
ผมเข้าไปพูดข้างๆหูแม่ "แม่ ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงหนูนะ" และ"แม่ พุทโธๆๆๆๆๆนะ พุทโธๆๆๆๆๆนะ"ด้วยเสียงที่ดังพอประมาณ แต่สั่นเครือขึ้นเรื่อยๆ
พูดซ้ำๆ จนลมหายใจแม่แผ่วลง และหยุดอย่างสงบในที่สุด ผมก็ยังพูดต่อไปเช่นนั้นอีกสักพัก
จนรู้สึกว่าพอ และความเศร้าเริ่มเอ่อล้นขึ้นในใจของผมเรื่อยๆ ไม่สามารถยืนอยู่ตรงนั้นได้แล้ว จึงถอยออกมานั่งที่โซฟา
มากอดกับป๊ะแน่น พลางฟังเสียงป๊ะโทรแจ้งกับญาติๆของเราคนแล้วคนเล่า
ผมเหลือบมองดูร่างของแม่ที่ไม่ไหวติงอยู่บ่อยๆ รู้สึกไปเองว่าท้องของแม่ยังเคลื่อนไหวยุบ-พองอยู่ ทั้งๆที่หยุดนิ่งไปแล้ว เพราะนั่นคือภาพที่ผมเห็นจนชินตา และหวังให้มันเป็นต่อไป...
จากนั้นจึงเริ่มเก็บข้าวของในห้องกัน ระหว่างที่เจ้าหน้าที่มาจัดการกับศพในเบื้องต้น
ของที่สะสมอยู่ในห้องตลอดเวลา3เดือนนี่เยอะมากจริงๆ จนเกือบขนใส่รถป๊ะไปไม่หมด
ผมกับป๊ะกลับมาถึงบ้านกันประมาณตีสองกว่า
ป๊ะให้รีบนอนกันก่อนเพื่อเอาแรง
แต่เราไม่อาจหลับลงได้เลย โดยเฉพาะผมที่นอนร้องไห้ตลอดคืนที่เหลืออยู่แค่2ชม.กว่าๆ
จนป๊ะลุกขึ้นมาตอนเช้าประมาณ6โมง
ผมพยายามข่มตาหลับต่อ แต่ไม่เป็นผลเช่นเคย
จึงตัดสินใจลุกตามขึ้นมาในอีกสักพัก
ผมคิดเพื่อเป็นกำลังใจให้ตัวเองว่า
"ผมเป็นลูกแม่นะ จะมานั่งโศกเศร้าตลอดเวลาก็เสียชื่อกันพอดี ตั้งใจกับการเตรียมงานให้แม่อย่างเต็มที่ดีกว่า"
และแล้วการจัดเตรียมงานศพให้แม่ก็เริ่มขึ้นจากนี้ไป...
..............
ถึงจะเสียใจและเสียดายไป ที่ช่วงหลังๆผมไมได้ไปดูแลแม่อย่างเต็มที่
แต่เมื่อนึกย้อนไป ผมก็ได้ช่วยมามากแล้วล่ะ
แม่ไปสบายแล้ว หมดสิ้นจากความทุกข์ความทรมานทั้งปวง
คุณตาคนหนึ่งที่แม่เคารพนับถือ และช่วยรักษาทางธรรมะให้มาตลอด
ท่านนั่งทางในคอยดูและให้ในช่วงสุดท้าย บอกว่า พอแม่ไปแล้ว เค้าไปหาคุณตาก่อนเลย
ใส่ชุดสีชมพูเปลือกชมพู่ ผมดำยาว สวยมาก
ทีแรกแม่ยังไม่อยากไป เพราะเป็นห่วงผม แต่คุณตาก็บอกให้ไปเถอะ เค้าถึงยอมไป
ไปอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เลย ด้วยแรงแห่งกุศลผลบุญมากมายที่ได้ทำมาตลอดชีวิต
..............
แม่เป็นคนที่เข้มแข็งและอดทนมาก
แม่ต่อสู้กับโรคร้ายนี้มาเป็นเวลายาวนานอย่างเข้มแข็งและอดทน จนทุกคนที่ได้มาเยี่ยมก็กล่าวชมกันถ้วนหน้า
งานพยาบาลทำให้แม่ได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน
ความมีอัธยาศัยดีต่อทุกๆคนทำให้แม่เป็นที่รักมากของเหล่าเพื่อนร่วมงาน ทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง
ส่วนตัวของผมเอง
แม่เป็นอีกคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม
ผมเป็นลูกคนเดียวของแม่กับป๊ะ ครอบครัวเราจึงรัก ใกล้ชิด และผูกพันกันมาก
เมื่อก่อนผมเป็นเด็กขี้โรค ไม่สบายแทบทุกเดือน
แม่ก็จะหยุดงานอยู่บ้านเพื่อดูแลผม
ด้วยความที่เป็นพยาบาล แม่จึงดูแลผมได้ดีที่สุด
ยามปกติ แม่ก็คอยเล่นกับผม ไม่ให้ผมเกิดความรู้สึกเหงา จนเราเล่นหัวกันได้อย่างธรรมดา
ยามเรียนหนังสือ แม่ก็คอยช่วยติวหนังสือให้ตอนผมใกล้สอบ เคล็ดวิชาการจำแม่นของแม่ยังใช้ได้ผลดีเสมอ
ยามที่มีปัญหา แม่ก็จะคอยกอดปลอบใจผม และให้คำแนะนำดีๆตลอด จนผมสามารถผ่านพ้นปัญหาต่างๆมาได้
แม้ยามใกล้ถึงวาระสุดท้าย แม่ก็สอนผมให้รู้และเข้าใจถึงธรรมชาติของชีวิต ร่างกายนี้ไม่ใช่ของๆเรา เพราะเราไม่อาจควบคุมให้มันแปรเปลี่ยนสภาพไปได้ การเกิด แก่ เจ็บ ตายล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอ ไม่ช้าก็เร็ว
ช่วงนี้ผมคิดว่าทำใจได้แล้ว แต่เมื่อคิดมากๆเข้าก็จะร้องไห้ได้อีกทันที
ผมดีใจที่แม่ไปสบายแล้ว
แต่ผมก็คิดถึงแม่เหลือเกิน
ผมเป็นคนอ่อนไหว ซื่อตรงต่อความรู้สึกตัวเอง คิดยังไงก็แสดงออกไปแบบนั้น(เฉพาะในสิ่งที่ถูก)
เมื่อดีใจผมก็ดีใจสุดๆ
เมื่อผมเสียใจก็จะเศร้าอย่างสุดๆ ถ้าอยากร้องไห้น้ำตามันก็ออกมา
โดยเฉพาะเมื่อคนที่ผมรักที่สุดจากไปแบบนี้ จะห้ามผมไม่ให้ร้องไห้ได้ยังไงกันเล่า
เจ้าลูกคนนี้มันไม่มีระเบียบวินัย ขี้เกียจ รกเลอะเทอะ จิตใจอ่อนไหวง่าย
แถมยังแอบเอาแต่ใจ มักจะรู้สึกอึดอัด และอยากจะหนีออกจากกฏระเบียบที่แม่ชี้แนะไว้
ลูกคนนี้มันใฝ่หาอิสระของจิตใจนัก
แต่เมื่อมีอิสระอย่างกระทันหันและเกินไปแบบนี้ กลับรู้สึกเคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก
ต่อไปนี้จะไม่มีคำชี้แนะแนวทางจากแม่อีกต่อไปแล้ว
ผมจะต้องค้นหาหนทางที่จะก้าวเดินต่อไปด้วยตัวเอง
โดยอาศัยสิ่งต่างๆที่แม่เคยสอนไว้ มาคิดประยุกต์ใช้ในทางเดินชีวิตในภายภาคหน้า
ผมยังเป็นเด็กที่ใช้ไม่ได้ก็จริง
แต่ผมจะพยายามให้ดีที่สุด
ผมต้องทำได้แน่ เพราะผมเป็นลูกแม่นี่นา
แม่จะอยู่กับผมตลอดไป
ในจิตใจ ทุกห้วงความคิดคำนึง
ในร่างกายนี้ ในเซลล์ทุกเซลล์ ในอวัยวะทุกส่วนที่เกิดออกมาจากตัวแม่
เมื่อผมกอดตัวเอง ก็จะเหมือนว่าผมได้กอดแม่
ชีวิตนี้แม่ให้มา ผมจะใช้มันให้ดีที่สุด
ผมจะไม่เอ่ยคำลา
เพราะสักวันเราจะต้องได้พบกันอีกแน่นอน
แต่แค่ตอนนี้เท่านั้น ขอเวลาผมทำใจไปอีกสักหน่อยเถอะนะ
ผมขอกราบขอบพระคุณแม่สำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง
และขอขมาลาโทษต่อสิ่งใดก็ตามที่เคยได้ทำล่วงเกินแม่ไว้
จากนี้ก็ขอให้แม่ช่วยคุ้มครองผมกับป๊ะจากบนนั้นด้วยนะ
พระคุณอันยิ่งใหญ่ล้นเหลือ ชาตินี้ผมไม่อาจตอบแทนได้หมด
อยากให้แม่มาเกิดเป็นลูกผมต่อนะ ผมจะได้เลี้ยงแม่ตอบแทนบ้างไง
รักแม่ที่สุดในโลกครับ
We have fought well, mum
Now It's time to rest
"Rest In Peace"...
งานศพของแม่ผม นางละออ พานทอง
จัดที่ศาลา7 วัดชลประทานรังสฤษดิ์ ถ.ติวานนท์ อ.ปากเกร็ด นนทบุรี
สวดอภิธรรมตั้งแต่วันที่12มี.ค. เวลา19.00น. เป็นเวลา5วัน
และฉาปนกิจวันเสาร์ที่18 เวลา10.00น.
ขอเชิญทุกท่านที่สะดวกมาร่วมงานนะครับ
ขอบคุณมากครับ
February 20 今のステタス-สภาพการณ์ในตอนนี้อ่า หายหัวไปนานอีกแล้ว เพราะชีวิตตอนนี้ยุ่งมากมาย
มาอัพให้พอเป็นพิธีละกัน แบบสรุปคร่าวๆ
(แต่ก็ยาวแล้วล่ะเนี่ย=w=")
ช่วงนี้มีเรื่องเยอะจริงๆแฮะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องซวยๆซะด้วยสิจอร์จ
- กระเป๋าตังค์หายเมื่อเกือบๆ3อาทิตย์ก่อน คาดว่าโดนล้วงไปบนรถตู้ เนื่องด้วยความสะเพร่าของเราเอง หลับแล้วดันเปิดซิปกระเป๋าที่อยู่บนตักทิ้งไว้ ขนาดเอามือพาดไว้ทั้งสองข้างมันยังเอาไปได้เลย ไม่ได้หล่นกับพื้นรถด้วย ให้คนขับช่วยดูก็หาไม่เจอจริงๆ เลยสงสัยเด็กผู้ชายที่นั่งติดกับเรา สภาพในตอนนั้นไม่มีใครคนอื่นที่น่าจะเอาไปได้อีกแล้ว คนถัดไปก็เอมมาไม่ถึงหรอก และถ้าทำจริงต้องโดนคนข้างๆเห็นก่อนแล้ว ส่วนคนข้างหน้ายิ่งไม่มีทางจะลงทุนหันหลังมาหยิบไปได้หรอกนะ ฉะนั้นทุกคนต้องระวังให้ดี อย่าโง่เหมือนเรานะTT TT*
แต่คิดดู มือถือราคาเกือบ7พันที่วางไว้อล่างฉ่างกว่า(เพราะเสียบหูฟัง แล้วเปิดเพลงทิ้งไว้)มันไม่สน แต่ดันเอาเป๋าตังค์ที่มีตังค์อยู่แค่400กว่าๆไป เงินสดมันใช้ง่ายกว่าสินะ เออ ตังค์น่ะไม่(ค่อย)หวงหรอก แต่พวกบัตรสำคัญต่างๆเนี่ยเด่ะ ไปทำใหม่มันยุ่งกว่านะโว๊ย ไอ้(เซ็นเซอร์)เอ๊ยยยยยย ขอแช่งให้แม่ง(เซ็นเซอร์อีกรอบ)!!!!
-สืบเนื่องจากเรื่องข้างบน บัตรต่างๆโดยเฉพาะบัตรประชาชนและบัตรนิสิตจึงหายไปด้วย และการวิ่งเต้น(ไม่ใช่ละ)ไปทำใหม่เนี่ยมันยุ่งยากสิ้นดี ผ่านมาเกือบจะเดือนแล้วยังไม่มีเวลาไปอำเภอเพื่อทำบัตรปชช.เลย ได้แต่ไปแจ้งหายที่สน.มาแล้ว
และบัตรนิสิตนี่ยิ่งเหนื่อยใจกับมันจริงๆครับท่านผู้ชม หลังจากที่ไปสำนักทะเบียนเพื่อจ่ายตังค์ทำใหม่200บาท ซึ่งมีกำหนดว่าสามารถไปเอาได้ตั้งแต่7วันหลังทำการ ผมก็ดองไปซะ2อาทิตย์ แล้วเมื่อจะไปเอารอบแรก ปรากฏว่าลืมในรับนั่นน่ะไว้ที่บ้าน ชิทททท ต่อมารอบ2ยิ่งแล้วใหญ่ วันนั้นเหนื่อยก็เหนื่อยเพราะอดนอนอย่างรุนแรงติดๆกันหลายวัน แล้วผมต้องถ่อไปมาหลายรอบระหว่างฝั่งธนาคารกับทะเบียน(ชาวจุฬารู้ดีว่ามันไกลกันแค่ไหน)กินเวลาไปเกือบๆชม.ครึ่ง เพียงเพื่อให้รู้ในที่สุดว่า..."บัตรมันยังไม่มาเลย"=[]=!!! อื้อหือ ผมแทบจะเป็นลมล้มลงต่อหน้าพนักงานธนาคารเลยล่ะครับ ตูจะเสียเวลานานขนาดนี้เพื่ออออออออ??? สรุปว่าเค้าก็ให้ชื่อตัวไว้ ตอนมาเอารอบหน้าให้โทรมาถามก่อน จะได้ไม่เสียเที่ยวเปล่า ...อืม ยังไงก็ขอบคุณนะครับ= =
- อันนี้ค่อนข้างล่าสุด เมื่อวันอังคารที่แล้ว เนื่องด้วยมีสอบย่อยของวิชาEng Reading แต่กระผมดันไปสาย วันนั้นใส่กระโปรงยาวซะด้วย(อยากทำตัวสวยนิดนึงในวันวาเลนไทน์ แต่เพื่ออะไร?) ทีนี้ ด้วยอารามความเร่งรีบ ตอนขาลงสะพานลอยฝั่งคณะกระผม ชายประโปรงมันสะบัดมากเกินจนมองไม่ค่อยเห็นขั้นบันไดที่อยู่ถัดไป และแล้วจึง พรื่ดดดดดดด!!! ก้าวลงพลาด ขาซ้ายครูดกะขอบขั้นบันได เกิดแผลเป็นหย่อมๆ แต่ที่ดูจะแรงสุดคือที่หลังเท้า2แผล เลือดออกซิบๆสิครับTT[]TT แต่ทำไงได้ จะเสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ก็ต้องรีบยันตัวเองขึ้น แล้วรีบเดินต่อไป จนมาถึงห้อง เค้ามากันหมดแล้ว และกำลังเขียนข้อสอบกันอย่างหน้าเคร่งเครียด ผมก้อได้หาที่นั่ง แล้วรีบปั่นๆตามเค้าไป ดีนะที่อ.ยังให้สอบได้ แม้ว่าจะสายไปเกือบ15นาทีแล้ว ระหว่างนั้นก็เริ่มแสบๆเจ็บๆแผลขึ้นเรื่อยๆ แต่สรุป ด้วยความตกใจ+รีบ+เจ็บ เลยทำผิดคำสั่งไปตอนนึง คือทำเกินกว่าที่เค้ากำหนดง่ะ ทั้งๆที่อ.ก็มาบอกก่อนตัวต่อตัวแล้วแท้ๆ 10ข้อ เลือก7 อีนี่ล่อทั้ง10เลย ข้อที่ไม่ค่อยได้ก็ดั๊นยังจะมั่วให้มันครบอีก เฮ้อ ตูหนอตูTT TT"
จนต่อมา ตอนช่วงพักเที่ยง ผมจึงได้เข้าห้องน้ำไปล้างแผลและแปะพลาสเตอร์ตามระเบียบ จากนั้น พอเจอใครก็บ่น"เจ็บง่าๆ"ใส่เค้าตลอด ครือมันเป็นแผลตรงบริเวณข้อที่พับงอได้พอดี เวลาเดินก็ยิ่ง งื๊ยยยย เจ็บทุกย่างก้าวที่เดินอ่ะนะ-*-
ไอ้วันแรกน่ะยังไม่เท่าไหร่ มีแต่เลือดๆกะความแสบ พอวันต่อๆมาดิ่.... เนื่องจากมันเป็นแผลกระแทก ฉะนั้นจึงเกิดอาการบวม+ช้ำสิครับ ใส่รองเท้าหญิงๆแบบที่มีสายรัดมาข้างหน้าไม่ได้เลยอะ มันจะโดนแผลอย่างจัง ต้องพึ่งเจ้าผ้าใบสุดเท่ที่พึ่งซื้อมาเมื่อเร็วๆนี้ แต่ขณะใส่นั้น ถ้าไม่สังเกตเห็นอาการเดินกะเผลกแปลกๆของผมก็จะไม่รู้เลยอ่ะนะว่าเป็นแผลที่เท้าอยู่-_-
ตอนทำแผลที่บ้านก็แอบโรคจิต(รึป่าว) เบทาดีนที่เหลืออยู่ขวดเดียวที่ทั่นแม่เอามาจากที่ทำงาน มันเหลือน้อยและออกข้นหน่อยแล้ว ผมก็เอาไม้พันสำลีชุบให้ชุ่มจนย้อยๆแล้วทาหลายๆรอบ ทาแล้วทาอีก รู้สึกสะใจ หึหึ ลูกพยาบาลก็ชินกับการทำแผลอย่างนี้ล่ะมั้ง(แต่คงไม่มีใครน่ากลัวเท่าเอ็งฟ่ะ= =")
เฮ้อ ช่างเป็นเรื่องที่ขัดจิตขัดใจผมได้พอสมควร เพราะปกติเป็นคนที่เดินเร็ว และชอบผาดโผนนิดๆ เช่น ออกแรงกระโดดขึ้นฟุตบาทที่สูงกว่าพื้นถนนนิดหน่อย รึเดินเหยียบตามบล็อกตัวหนอนที่มันปูดขึ้นสูงกว่าพื้นธรรมดา -ทั้งๆที่ไม่เห็นต้องทำงั้นก็ได้ แต่มันชอบนี่นา แล้วตอนนี้มาบาดเจ็บที่เท้าซะนี่ เลยโลดเต้นไม่ได้เหมือนเคย โดยเฉพาะตอนจะขึ้นรถป๊อบนะ... บางคันมันจะจอดเลยไป ผมก็ต้องวิ่งตามสิครับ! ต้องลืมความเจ็บ แล้ววิ่งจ้ำด้วยสปีดปกติอ๊ะ อะเหอออ อย่าบอกใครเชียว><""
ระหว่างกะลังพิมพ์เล่านี่ก็ดีขึ้นมากแล้วล่ะ หายเจ็บและแห้งเป็นสะเก็ดแล้ว แต่แน่นอน สิ่งที่ตามมาหลังจากแผลแห้งก็คือ"ความคัน"สิครับ^^' คันยิกๆเลย แต่เกาแรงก็ไม่ได้อีก ผิวยังฟื้นไม่เต็มที่นี่นะ
ตอนนี้ก็เริ่มเกิดความคิดว่า เออ...นานๆเป็นแผลทีมันก็ไม่เลวเนอะ มัน"เจ็บดี" หึๆๆ(จะว่ามาโซก็เอาเหอะ) แต่คราวหน้าขอให้มันไม่เป็นตรงจุดสำคัญเท่านี้ละกัน=w=
- เรื่องซวยๆนอกนั้นก็ ขึ้นรถผิด+หลงทางบ่อยมากเลยช่วงนี้ เป็นไรของผมก็ไม่รู้ นั่งรถเมล์ก้อผิดสาย ขึ้นรถไฟฟ้าก็ผิดขบวน ออกจากรถไฟใต้ดินก็ผิดทางอีก ความเบลอส่วนตัวรึเปล่าฟระ โอ๊ย ใครก็ได้ เอาไรทุบหัวอีเบ๊อะคนนี้ให้เข้าที่เข้าทางด้วยเถ้อTTATT"""
เฮ้อ พอทีๆ มาดูเรื่องอื่นๆบ้างดีกว่า เช่น เรื่องที่ทำให้มีความสุข ...ล่ะมั้งนะ
- เมื่อวันวาเลนไทน์ ...ไม่ช่าย ไม่ได้มีหนุ่มคนไหนมาทำไรหวานๆให้หลงใหลได้ปลื้มหรอก(รอมาจะ20ปีแล้วยังไม่มีซะที เฮอะ) แต่เราได้ไปกินพิซซ่ากับปลาทอง เพื่อนรักสุดเลิฟอันดับ1ตังหาก ฉลองกัน2คนตามประสาสาวโสด ฮ่าๆๆ ก็ได้คุยกันเรื่องความรักมากมาย ระบายทุกข์ให้กันฟัง หลังจากที่ช่วงหลังๆนี่ยุ่งจนไม่ค่อยได้เจอกันเลย ซึ้งใจแกมากๆปลาทองเอ๊ย เวลายาวนานกว่า10ปีที่คบเป็นเพื่อนกันมานี่มันช่างมีค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้จริงๆนะ พวกเรามาถึงจุดๆที่ไม่มีเรื่องอะไรจะมาทำให้โกรธกันได้แล้วเนอะ และไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรพวกเราก็เข้าใจกัน ตั้งแต่เมื่อ10ปีก่อนตอนป.3 แกคอยช่วยเหลือเรามาตลอด ช่วยเราให้พ้นจากความเหงาและเศร้าใจ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้แกก็ยังอยู่ข้างๆกันเสมอ
"เพื่อนแท้นี่แหละที่เราจะรักได้ไปตลอดกาล" รักแกที่สุดเลยนะ><
(พิมพ์ๆไปซึ้งจนจะร้องไห้ แง๊วTwT~)
เอ้า ต่อไปๆ
ตอนนี้สิ่งที่กำลังบ้าอยู่มี2สิ่งหลักๆ
นั่นคือ Prince of Tennis และภาคต่อของเกมชื่อดังFinal Fantasy7:Dirge of Cerberus
- Prince of Tennis นี่บ้าขึ้นมาได้ ด้วยแรงเพียรพยายาม(รึ)ของไอ้เจ๊อ้อล์ ผู้ไซโคเรามาตั้ง1ปีเต็มๆได้แล้วมั้ง 5555 สำเร็จแล้วนะเจ๊ ยินดีด้วย^^ และในเมื่อบ้าเรื่องนี้ ถ่านไฟเก่า(?)ระหว่างเรากับเทนนิสมันก็คุโชนขึ้นมาอีกครั้ง ตอนเด็กๆเคยเรียนเทนนิสที่บ้านน้าที่ชลบุรีน่ะ แต่ดันเลิกซะก่อนกลางคัน น่าเสียดายจริงๆ มาตอนนี้ก็ยิ่งบ้าอยากกลับไปเล่นใหม่จัง เลยกะว่าเทอมหน้าจะลงวิชาSport act -Tennisของวิทย์กีฬา เอาเป็นวิชาเลือกเสรี เรียนเทนนิสโดยไม่ต้องเสียตังค์เพิ่ม หึหึ และแน่นอนว่าอยากซื้อไม้เทนนิสใหม่ อันเดิมเมื่อเกือบ10ปีก่อนนั่นมันเป็นไม้เด็ก และเก่าอย่างไม่ไหวแล้ว ถ้าได้มาเร็วตอนปิดเทอมจะได้เอาไปซ้อมๆเล่นกะน้องที่ชลฯก่อน ขณะนี้จึงพยายามหาข้อมูลเรื่องไม้เทนนิส จนได้มาเพิ่มเติมในสมองได้ระดับหนึ่งแล้ว พอไปเดินเจอไม้รุ่นไหนก็"อ๋อๆ อันนี้นี่เอง หน้าoversized 100ขึ้นไปกำลังดี เป็นแบบpowerสมดุลน้ำหนักอยู่ที่หัว เพื่อให้แรงเวลาตี กริป(ด้ามจับ)ขนาด4 1/4พอดีมือเราเลย บลาๆๆ" ...ตัวเองยังแปลกใจเลยว่าชักจะเป็นผู้รู้ละเอียดขึ้นแล้วนะ แต่ไงก็ตาม ทฤษฎีกับปฏิบัติมันต่างกันนี่นะ เหอๆๆ รอดูกันต่อไป=w=~
แอบกลุ้มอยู่นิดคือ ตัวเองนั้นวางแพลนไว้อย่างดิบดี แต่ยังไมได้บอกบุพการีให้รู้เลยเนี่ยดิ่ โดยเฉพาะทั่นพ่อ ผู้ที่เราคงต้องขอให้เป็นสปอนเซอร์ในการซื้อไม้ มันแพงนี่เค้อ ถึงจะไม่ได้เล่นเป็นอาชีพก็เถอะ ไงก็ควรเลือกไม้ที่ดีไว้หน่อยจะได้ส่งเสริมการเล่น ให้เราพัฒนาได้เร็วขึ้น ...คิดว่านะ
ตอนนี้ก็มีคนมาเสนอขายไม้มือสองให้ด้วย ของแต่ละคนก็น่าสนใจทั้งนั้น ยิ่งตัดสินใจยากเข้าไปใหญ่ ก็ภาวนาขอให้ได้ไม้ดีๆคู่มือละกันน๊าเรา><
- มาถึงDirge of Cerberusกันบ้าง ฮ่า ตอนนี้หลังจากได้เล่นไป2-3วันก็ติดอย่างแรง เพราะวินเซนต์ผู้เป็นตัวเอกในภาคนี้ทั้งเท่และน่ารักมากมายยยยยยย ถูกใจแฟนๆอย่างแรง รู้สึกว่าอยากเตะบักคลาวด์ลงจากตำแหน่งพระเอกFF7 แล้วให้วินจังขึ้นเป็นแทนจัง กรี๊สๆๆ
ภาคนี้เมื่อเล่นแล้วจะรู้อดีตอันรันทดของวินจังอย่างปรุโปร่งเชียว คนอะไรน่าสงสารจริงๆ เค้าเจอเรื่องมามากมายนี่นะ แต่ก็ต้องต่อสู้เพื่อช่วยปกป้องโลกต่อไป โฮ ถึงคุณจะไม่สมหวังในความรัก แต่พวกเราแฟนๆก็รักคุณเสมอนะคะวินจังTTwTT
ขอquoteคำพูดของวินจังจากฉากในอดีตที่ประทับใจเรามากๆมาหน่อย ยังเล่นเองไม่ถึงอะนะ แต่เจ๊อ้อล์มาเล่าให้ฟัง
ประมาณว่า วินจังพูดเอาไว้เมื่อตอนที่ลูเครเซีย คนที่เขารักได้เลือกไปกับคนอื่น ว่า
"彼女の幸せなら、私は構わない。" - ถ้าเป็นความสุขของเธอแล้วล่ะก็ ฉันก็ไม่ว่าอะไร
พูดคำที่เสียสละขนาดนี้ออกมาได้อ่ะ ถึงปากจะบอกว่าไม่ว่าอะไร แต่ในใจน่ะเจ็บปวดอย่างมากอยู่ใช่มั๊ยล่ะ โฮ และต่อมาถึงแม้ว่า(เหมือน)จะโดนหักหลัง และเจอเรื่องร้ายต่างๆ ผ่านมา30ปีแล้วเค้าก็ยังคิดถึงแต่เธอคนเดียว เฝ้าคิดแต่เพียงว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ช่วยเธอไว้ไม่ได้ โธ่ๆๆ วินจังจ๋า เศร้าจังเลยTT[]TT
แต่ตอนนี้ก็คงต้องพักการเล่นไว้ก่อนล่ะนะ รอไว้ปิดเทอมแล้วจะต่อให้สะใจเร้ย><
ช่วงนี้เลยจะบ้าสีแดง-ดำเป็นหลัก ก็สีธีมของDCนี่นะ ฮุๆๆ โดยเฉพาะคนที่ผมดำ ตาแดง ชุดดำ เสื้อคลุมแดงเนี่ย อ๊ายยย>w<
มุมเบ็ดเตล็ด(รวมสิ่งเล็กๆน้อยที่ขี้เกียจจะเล่ายาว)
- เล่นไวโอลินผ่านเพลงSymphony No.9แล้ว ขณะนี้กำลังฝึกMinuette ใกล้ๆจะจบ ยากจัง slurเยอะชะมัด แง้วๆ
- ทั่นพ่อเปลี่ยนฝาโถส้วมของห้องน้ำเล็กใหม่ เป็นแบบนุ่ม นั่งสบายมากเรยฮะจอร์จ เข้าห้องน้ำทีแล้วไม่อยากลุกออกมาเรยเชียว~
- ตอนนี้ได้ยึดถือเอาผลึกหิมะเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวเราแล้ว ชอบมานานน่ะ มันสวย ใส เย็น และแปลกดี ก็จะได้เห็นเราติดตุ้งติ้งรูปผลึกหิมะบนชุดนิสิตมาทุกวันล่ะนะ ที่จริงมันเป็นตุ้มหูน่ะ เอามาโมดิฟายซะ ใครๆก็ชมว่าสวยเก๋ หุหุหุ แอบปลื้ม
เอ้า ส่งท้าย ช่วงนี้ก็ใกล้สอบกันแล้วล่ะนะ เราซึ่งได้ผ่านมา1วิชาชิลๆ(มั้งนะ) จึงเหลืออีกทั้งหมด7วิชา สอบเสร็จวันที่3มีนาโน่นแหน่ะ
ก็ขอให้ทุกท่านที่จะสอบได้คะแนนกันเยอะๆๆน๊า Get AAAAAAAA!!! สู้กันให้เต็มที่ค่า ปิดเทอมอันแสนหวานรออยู่น๊า~\>w</ January 17 ข่าวคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิกช่วงนี้ช่วงนี้อยากมาอัพมากมาย แต่ไม่รู้จะเขียนไงดี+ไม่ค่อยมีเวลา(จริงเรอะ) งั้นเอาที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองก่อนแล้วกัน จะได้ไม่ต้องคิดมากเวลาเขียน 555+ ก็มารายงานข่าวคอนเสิร์ตน่าสนใจที่จะจัดขึ้นในเร็วๆนี้ค่า จะพยายามเรียงตามวันที่ละกัน เพราะที่จริงช่วงนี้มีงานอีกมากมายนี่นะ งงซะเองเรย
[18 ม.ค.49]
TSD and BSO Violin and Piano Recital An exciting evening of VIOLIN and PIANO RECITAL by two of Thailand's top young musicians
[20ม.ค.49]
Silpagum Concert VI ขอเชิญชมการแสดงผลงานทางด้านดนตรี "Silpagum Concert VI" โดยนิสิตภาควิชาดุริยางคศิลป์ สาขาดุริยางคศิลป์ตะวันตก คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2549 เวลา 19.30 น. ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หอเล็ก (ไม่เสียค่าเข้าชม)
โปรแกรมเพลง Beethoven: Trio for Clarinet, Cello & Piano, Op.11
งานแรกนี่ตัดสินใจไปซื้อบัตรกับไอ้เจ๊อ้อล์และน้องๆปี1 เพราะคิดว่าคงหาคอนเสิร์ตฟรีไม่ได้แล้ว ต้องไปดูสักงานเพื่อทำรายงานวิชาMusic Appreciationน่ะค่ะ แต่พอวันต่อมา ไปเห็นโปสเตอร์งานที่สองที่บูธเซเว่นหน้าสินกำ ก็..ตึ๊งงงงงงง ทำไมไม่มาเห็นให้เร็วกว่านี้~~~ เสียตังค์ไปแล้ว150อ๊ะ!!! แต่เอาเห๊อะ อุตส่าห์ได้ส่วนลดสำหรับนิสิตตั้ง50%นี่นะ บุญโขแล่ว=w=
อาจจะมารายงานช้าไปแล้วสำหรับงานแรก แหะๆ ขออภัยเค่อะ ก็เพิ่งได้มาอัพบล็อกนี่นาTwT เอ้อ งานที่สองนั่นยังไม่ได้จดโปรแกรมเพลงมา แต่เท่าที่จำได้แว๊บๆก็น่าสนใจทีเดียว มีของโมซาร์ทด้วยเพลงนึงล่ะ
สรุปคือเราก็ไปงานแรกนั่นแหละค่ะ งานที่สองนี่ไม่แน่ใจว่าจะไปได้มั๊ย แต่ก็อยากง่า เข้าฟรีซะด้วย งี้ดๆๆ แอบกังวลอยู่เลยว่าวันที่ไปนั่น ขากลับจะทำไงดี เรามีนพวกบ้านไกลกว่าคนอื่นซะด้วย เฮ้อ ต้องรีบคิดซะแล้วสิ อีก2วันเอง กรี๊ด~
ใครว่างๆก็ไปดูกันได้นะคะ แต่งานที่สองอย่าไปเยอะมากล่ะ เดี๋ยวเราแย่งที่ไม่ทัน ....ล้อเล่นนนน 5555
โอเค ไว้จะเขียนบ่นเรื่องของตัวเองทีหลัง=w=/
EDIT: มาเพิ่มโปรแกรมเพลงของศิลป์กรรมคอนเสิร์ต ลงทุนไปเด็ดโปสเตอร์แถวหน้าคณะเค้ามาเรยนะเนี่ย 5555 ก็เห็นแปะอยู่เต็มไปหมด หายไปซักใบคงไม่เป็นไรหรอกเนอะ:P
January 04 สวัสดีปีใหม่2549- The fresh new startมาอัพต้อนรับปีใหม่ช้าไปหน่อยซะแล้วแฮะ
แต่ไม่ใช่ว่าเราห่างหายไปจากวงการ(?)นะ
มัวแต่ปรับปรุงส่วนรายละเอียดปลีกย่อยของบล็อกกะเสปซอยู่ตะหาก
แล้วก็ไปเยี่ยมเยียนของคนอื่นด้วย เห็นมั๊ย เค้าเปล่าอู้นาาาา>< เอาละ ในเมื่อเป็นเอ็นทรี่แรกของปีก็ต้อง..... 明けましておめでとうございます!!! 今年もよろしくおねがいしますね。 สวัสดีปีใหม่นะค๊า ปีนี้ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วย^w^ ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ คิดสิ่งใดก็สมหวังทุกประการ สุขภาพกายและใจแข็งแรง คนที่ยังเรียนอยู่ก็ขอให้มีพลังสมองที่ดี ทำเกรดให้ได้ไฮโซๆ คนที่ทำงานแล้วก็ขอให้หน้าที่การงานเจริญรุ่งเรืองและมั่นคง มีพลัง+กำลังใจในการทำงาน อ่อ และรวยเร็วๆด้วยค่ะ อิอิ คนที่มีแฟนแล้วก็รักกันให้มากๆ ดูแลกันให้ดี คนที่ อ่า.....ยังไม่มี ก็ขอให้โชคดีและสมหวังเร็วๆละกัน(ไม่อยากพูดมาก แสลงใจTTwTT) อวยพรครอบคลุมดีมะ 555+ ที่จริงก็คิดอยู่ตั้งหลายเพลา(เพ-ลา ที่แปลว่าเวลาน่ะแหละ อยากเล่นศัพท์โบราณ:P)ว่าจะเขียนอัพยังไงบ้าง จะเขียนให้ยืดยาวรึเดี๋ยวก็ได้มานั่งแก้อีก2ชม.แหง= =" ตอนแรกกะว่าจะเขียนประมวลถึงสิ่งดีๆที่เคยเกิดขึ้นในปีก่อน แต่เอาไว้ก่อนละกัน ตอนนี้ขอแบบรวบยอดก่อน... ก่อนอื่น เราขอขอบคุณสิ่งต่างๆทุกอย่างที่เรารัก และทำให้เรามีความสุข ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ และเหล่าญาติๆ ที่ยังไงก็รักเราเสมอ และคอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันเสมอมา เพื่อนๆ ทั้งเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่มากมาย ที่เคยไปไหนมาไหนด้วยกัน ทำอะไรด้วยกัน และคอยให้กำลังใจกันในยามทุกข์ยาก ของสำคัญต่างๆของเรา เช่น เรนจัง ไวโอลินสุดที่รัก ผ้าห่มผืนรัก PS2เครื่องโปรด คอมที่เปิดใช้อยู่ทุกวัน มือถือI-Mobile 604คู่กาย ฯลฯ ที่ล้วนแล้วแต่ทำประโยชน์ให้ และช่วยเราให้พ้นจากความเหงาเมื่อต้องอยู่คนเดียว และอีกหลายอย่างที่ไม่อาจเอ่ยถึงได้ครบ ทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มีค่าต่อจิตใจเราอย่างมาก ถ้าขาดอะไรไปอย่างหนึ่งแล้ว เราก็คงมีชีวิตไม่ได้อย่างมีความสุข และถ้าไร้ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราก็คงเป็นเราคนที่ได้มานั่งอยู่ในปัจจุบันนี้ไม่ได้แน่ๆ "ขอบคุณมากๆนะ" รักทุกคน และทุกอย่างมากค่ะ>< ปีใหม่ก็เป็นเวลาที่"ใหม่" ไม่ใช่วันเวลาเดิมแล้ว เวลาเก่าๆไม่มีทางหวนกลับมาอีก แม้ว่าเราจะอยากย้อนมันให้คืนมาเท่าไหร่ก็ตาม ฉะนั้น สิ่งไม่ดีต่างๆ ทั้งความผิดพลาด ความทุกข์ ความเศร้าต่างๆ ก็ทิ้งมันไปเถอะ เพราะมันเป็นอดีตที่ผ่านเลยไปแล้ว เก็บเอาความทรงจำที่ดีต่างๆไว้ในใจ ให้แจ่มชัดขึ้นมาได้ทุกเมื่อที่ระลึกถึง เพื่อเป็นกำลังใจให้เราสู้กับอนาคตข้างหน้าต่อไป และเป็นเครื่องเตือนใจให้รู้ถึงสิ่งที่ทำให้เราสามารถมายืนอยู่ณ.จุดตรงนี้ได้ มาตั้งใจเริ่มต้นกับเวลาใหม่นี้กันเถอะ ตั้งความหวังและปณิธานให้แน่วแน่ เพื่อจะได้เป็นเข็มทิศนำทางให้เราเดินไปในเวลาใหม่นี้ได้สำเร็จตามปรารถนา งั้นเราก็จะลองลิสสิ่งที่ต้องทำในปีนี้ให้ได้บ้างล่ะนะ ไว้เป็นเครื่องเตือนใจเวลาตัวเองกลับมาอ่าน หึๆ... - ตั้งใจเรียนให้ยิ่งๆขึ้น ทำเกรดให้ขึ้นมาจากเดิม ขยันทำการบ้าน และอ่านหนังสือให้หนักขึ้น - พยายามนอนดึกให้น้อยลง จะได้ไม่ไปเรียนด้วยความเบลอ+โทรมจัดเหมือนที่เคยผ่านมา=w=" - อึดมากขึ้นทั้งกายและใจ ไม่บ่นเวลาต้องเรียนตั้ง6วัน และเมื่อไม่ค่อยมีเวลาเล่นตามใจชอบ - รักษาการมองโลกในแง่ดีเอาไว้ มองสิ่งที่ต้องทำให้เป็นเรื่องสนุกเข้าไว้ ไม่ว่ามันจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม จะได้มีกำลังใจที่ดีในการทำให้มันสำเร็จ - รู้เวลาให้มากขึ้น นึกถึงลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องทำไว้เสมอ รวมทั้งคำนึงถึงโอกาสด้วย ว่าตอนนี้ต้องรีบทำอะไรถึงจะดี - ไม่อู้ในการดูแลทั่นแม่ และทำให้ดีที่สุด นึกถึงไว้ว่าเราต้องทำเพื่อเป็นการตอบแทนคุณคนที่เลี้ยงเรามาทั้งชีวิต - อืม... ไม่กล้าพูดได้เต็มปากนะว่าจะนอนกินบ้านกินเมืองให้น้อยลง เพราะบางครั้งมันเหนื่อยมาก ไม่ไหวจริงๆนี่นา เอาตามสถานการณ์สมควรละกัน - ให้ความสำคัญกับเรื่องของตัวเองมากขึ้น ทุกวันนี้เอาแต่ไปยุ่งเรื่องคนอื่น เพราะคิดว่าเรื่องตัวเองยังไงก็จัดการได้อยู่แล้ว ขอช่วยหรือใส่ใจเป็นห่วงคนอื่นก่อน ...แต่นั่นเราคิดผิด ต้องแน่ใจว่าเรื่องของตัวเองเรียบร้อยดีก่อน แล้วค่อยไปกับเรื่องของคนอื่นต่างหากล่ะ - เรื่อยเฉื่อยให้น้อยลง ทำตัวให้แอคทีฟมากขึ้น - ซ้อมไวโอลินให้บ่อยขึ้น เวลาแค่เล็กน้อยก็ซ้อมได้ทั้งนั้น ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้นาน จนมาอีกทีก็วันก่อนที่จะไปเรียน ไม่ได้นะยะ= =" - ซื้อของจุกจิกให้น้อยลง คิดไว้เสมอว่า ที่เรามีอยู่ก็พอแล้ว ใช้ไปก่อน อย่าหาเรื่องซื้อใหม่โดยไม่จำเป็น - รักษาห้องให้รกน้อยลง ขยันเก็บข้าวของให้เข้าที่ (ยังไงชั้นก็อายแกจังว่ะยุ้ยเอ๊ย มาเห็นสิ่งที่ไม่น่าดูอีกสิ่งในโลกซะแร้วTwT) - เมื่อเริ่มต้นทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้เสร็จ อย่าดอง จำไว้ว่า "ไม่สานต่อ ก็ไม่มีวันสำเร็จ" ...นึกไม่ออกละ ไว้ค่อยมาแก้เพิ่มละกันนะ^^' อ่า เยอะแยะไปหมด ส่วนมากก็เป็นการแก้ข้อเสียของตัวเองอ่ะนะ ไงก็ต้องทำให้ได้ ก็เรื่องของตัวเอง ถ้าไม่ทำเองแล้วมันจะได้เรื่องรึ ใช่มะ>< อีกอย่าง ปีใหม่ก็เป็นเรื่องของโอกาสใหม่ เพราะโอกาสเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเวลา มันคือright thing in the right time ก็อย่าลืมให้โอกาสกับทั้งตัวเอง และคนรอบข้างด้วยน๊า ก็คงแค่นี้ก่อนละนะ ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคนค่า\>w</ ปล. สำหรับที่เสปซนี้ เราก็ถือโอกาสเปลี่ยนธีมให้มันสดใสซะเรย~(รึจะกลายเป็น"แสบใส"มากกว่าล่ะเนี่ย^^") ให้สีแรงๆหน่อย เห็นแล้วจะได้มีไฟในการก้าวเดินต่อไปในปีใหม่ไง ิ |
|
|||
|
|